กอมฟลีนา ใครว่าน้ำมันจะทำให้อ้วนเสมอไป? นอกจากน้ำมันหมู น้ำมันถั่วเหลือง

กอมฟลีนา ใครว่าน้ำมันจะทำให้อ้วนเสมอไป? นอกจากน้ำมันหมู น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันปาล์มที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆแล้ว รู้หรือไม่คะว่ายังมีน้ำมันอีกชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมากในปัจจุบัน นั่นก็คือ “น้ำมันรำข้าว” นั่นเอง น้ำมันชนิดนี้แตกต่างจากน้ำมันอื่นๆอย่างไร มีประโยชน์แค่ไหน และส่งผลต่อการลดความอ้วนยังไง เราไปดูกันเลยค่ะ น้ำมันรำข้าว น้ำมันรำข้าว คืออะไร? น้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชเช่นเดียวกับน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันอื่นๆทั่วไป โดยสกัดจากรำข้าว เป็นส่วนที่ได้จากการขัดข้าวกล้องให้เป็นข้าวสาร มีคุณค่าทางอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งวิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล โอรีซานอลสูง มีกรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ในปัจจุบันมีการนำน้ำมันรำข้าวมาแปรรูปให้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบของน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารทั่วไป หรือจะสกัดเป็นแบบผงหรือแบบเม็ด เพื่อให้ง่ายต่อการรับประทานมากขึ้น กอมฟลีนา.

กอมฟลีนา น้ำมันรำข้าว มีประโยชน์อย่างไร?

บำรุงสมอง บำรุงประสาท จะช่วยซ่อมแซมสมองและประสาทส่วนที่ชำรุด
ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
ลดสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ
ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยลดความเครียด
ช่วยลดระดับคอเรลเตอรอลในหลอดเลือด
ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว ทำไมถึงลดความอ้วนได้? กอมฟลีนา

เพราะในน้ำมันรำข้าวมีวิตามินอีกลุ่มโทโคฟีรอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล มีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ นอกจากนั้นยังมีโอรีซานอลสูง ซึ่งจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีเป็นอย่างมาก น้ำมันรำข้าวยังมีคุณสมบัติในการเป็นอาหารเสริมและช่วยเผาผลาญพลังงานมากขึ้น จึงทำให้ผู้ที่กินเข้าไปรู้สึกอิ่มและมีการเผาผลาญได้มากกว่าปกติ

ไม่น่าเชื่อเลยนะคะว่าน้ำมันธรรมดาๆที่เราเห็นกันจะมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนและส่งผลดีต่อสุขภาพขนาดนี้ สงสัยวันนี้จะต้องรีบออกไปซื้อน้ำมันรำข้าวมาตุนไว้ซะแล้ว แต่ก็อย่าลืมนะคะว่าไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าบริโภคมากเกินความจำเป็นก็ส่งผลเสียต่อร่างกายกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ควรบริโภคกันแบบพอดีๆนะคะ

นักโภชนาการแนะใช้ “น้ำมัน” ทำกับข้าวให้เหมาะสม ชี้ “น้ำมันรำข้าว” ใกล้เคียงน้ำมันที่ดีที่สุด มีองค์ประกอบกรดไขมันอิ่มตัว ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และ เชิงเดี่ยว อัตราเกือบเป็น 1 ต่อ 1 ต่อ 1

ศ.ดร.วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวเรื่อง “น้ำมันดี น้ำมันเลว มีจริงไหม” ว่า องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าในแต่ละวันประชาชนทั่วไปควรบริโภคไขมันทั้งหมด 15 – 30% ของพลังงานทั้งหมด โดยแยกเป็น 1. ไขมันอิ่มตัว หรือประเภทแช่เย็นแล้วเป็นไข ควรรับต่ำกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมด ข้อไม่ดี คือ ทำให้ค่าแอลดีแอล หรือ คอเรสเตอรอล ที่ไม่ดีเพิ่มขึ้น แต่ข้อดี คือ ไม่หืน เมื่อนำไปใช้ในการทอดจะเปลี่ยนสภาพน้อย มีความกรอบมาก จึงเป็นน้ำมันที่เหมาะกับการทอด 2. ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง หรือไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน กอมฟลีนา มีข้อดี ทำให้แอลดีแอลลดลง แต่ข้อเสียคือ หืนง่าย หากทำให้อุณหภูมิสูงจะเกิดควัน และอนุมูลอิสระ มีสารก่อมะเร็งและเซลล์เสื่อม จึงไม่เหมาะกับการทอด 3. โอเมก้า-6 หรือไขมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัว 2 ตำแหน่ง ควรได้รับ 5 – 8% ของพลังงานทั้งหมด 4. โอเมก้า-3 หรือที่มีไขมันไม่อิ่มตัว 3 ตำแหน่ง ควรได้รับ 1 – 2% ของพลังงานทั้งหมด และ 5. ไขมันทรานส์ ควรได้รับต่ำกว่า 1% ของพลังงานทั้งหมด หรือได้รับยิ่งต่ำยิ่งดี เพราะทำให้แอลดีแอลเพิ่ม และเอชดีแอลที่เป็นคอเรสเตอรอบที่ดีลดลง จึงแย่กว่าไขมันอิ่มตัว

“น้ำมันที่ดีต้องมีส่วนประกอบของกรดไขมันอิ่มตัว 1 ส่วน ไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 1 ส่วน ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 1 ส่วน ซึ่งจากข้อมูลพบว่า น้ำมันรำข้าวมีสัดส่วนที่ใกล้เคียง 1 ต่อ 1 ต่อ 1 มากที่สุด จึงมีความอเนกประสงค์ในการใช้ได้มากกว่าน้ำมันอื่น ส่วนน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากจะเหมาะกับการทอด ส่วนถ้ามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากเหมาะกับการผัด การได้รับไขมันที่เหมาะสมต่อร่างกายไม่ควรน้อย หรือมากกกว่าเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นไขมันที่มาจากพืช หรือสัตว์ และควรใช้ปรุงอาหารให้เหมาะกับคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิด” ศ.ดร.วิสิฐ กล่าว

ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สัดส่วนของกรดไขมันในน้ำมันชนิดต่าง ๆ 16 ชนิดของสถาบันโภชนาการ พบว่า มีกรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน โดยประมาณ ดังนั้น 1. ดอกคำฝอย 10%, 12% ,78% 2. วอลนัท 12%, 18% , 70% 3. เมล็ดทานตะวัน 11%, 25%, 64% 4. ข้าวโพด 16%, 26%, 58% 5. ถั่วเหลือง 16%, 22%, 62% 6. เมล็ดฝ้าย 27%, 19%, 54% 7. รำข้าว 23%, 45%, 32% 8. งา 17%, 41%, 42% 9. ถั่วลิสง 20%, 51%, 29% 10. แคโนลา 8%, 64%, 28% 11.มะกอก 15%, 74%, 11% 12. ปาล์มโอเลอีน 48%, 40%, 12% 13. มะพร้าว 90%, 7%, 3% 14. น้ำมันหมู 44%, 46%, 10% 15. ไขมันไก่ 44%, 48%, 16% และ 16. ไขมันวัว 67%, 25% และ 8% โดยน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากจะเหมาะกับการทอดและน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากเหมาะกับการใช้ผัด กอมฟลีนา.

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.